บทความ
- ทั้งหมด
- หุ้นไทย
- หุ้นต่างประเทศ
- กองทุนรวม
- TFEX
เครื่องหมาย X ในตลาดหุ้น คืออะไร?
ในการลงทุนหุ้น นักลงทุนมักเห็นเครื่องหมายอักษรย่อต่าง ๆ ขึ้นอยู่หลังชื่อหุ้น เช่น XD, XR, XM, XW หรือ XA ซึ่งเครื่องหมายเหล่านี้เรียกรวม ๆ ว่า เครื่องหมาย X หรือ Ex-rights / Ex-benefits เครื่องหมาย X เป็นสัญลักษณ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้เพื่อแจ้งให้นักลงทุนทราบว่า หากซื้อหุ้นตั้งแต่วันที่หุ้นขึ้นเครื่องหมายนั้นเป็นต้นไป ผู้ซื้อจะ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง ที่บริษัทประกาศไว้ในรอบนั้น พูดง่าย ๆ คือ หากนักลงทุนต้องการได้รับสิทธิ เช่น เงินปันผล สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น จะต้องซื้อหุ้นและถือหุ้นให้ทันก่อนวันที่หุ้นขึ้นเครื่องหมาย X เครื่องหมาย X...
เริ่มต้นรู้จักหลักทรัพย์ทางการเงิน
ในตลาดทุนมีหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจลักษณะของแต่ละหลักทรัพย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้นักลงทุนเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนได้เหมาะสมกับเป้าหมาย ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ 1. หุ้นสามัญ Common Stock หุ้นสามัญเป็นตราสารทุนที่แสดงความเป็นเจ้าของในบริษัท เมื่อซื้อหุ้นสามัญ นักลงทุนจะมีสถานะเป็น “ผู้ถือหุ้น” ของบริษัทนั้น ๆ ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิสำคัญ เช่น สิทธิในการรับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไรและมีมติจ่ายปันผล รวมถึงสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของบริษัท เงินปันผล และส่วนต่างของราคาหุ้น 2. Warrant ใบสำคัญแสดงสิทธิ Warrant คือ ตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทผู้ออก Warrant ในราคาใช้สิทธิและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ถือ Warrant มี “สิทธิ”...
ประเภทบัญชีหุ้นมีหลากหลายแบบ..เราเหมาะกับแบบไหน?
บัญชีหุ้นโดยปกติจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท บัญชีทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันหลัก ๆ ในเรื่อง วิธีการชำระเงิน และ อำนาจในการซื้อขาย ดังนี้ 1. บัญชี Cash Balance บัญชีวางเงินสดล่วงหน้า เป็นบัญชีที่นักลงทุนต้องฝากเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวน 100% ก่อนทำการซื้อหุ้น จุดเด่น: ซื้อได้ไม่เกินจำนวนเงินที่มีอยู่จริง ช่วยป้องกันการซื้อเกินตัว และช่วยควบคุมวินัยทางการเงินได้ดี เหมาะสำหรับ: ผู้เริ่มต้นลงทุน หรือผู้ที่ต้องการบริหารจัดการความเสี่ยง และไม่ต้องการมีภาระหนี้ 2. บัญชี Cash Account บัญชีเงินสด เป็นบัญชีที่ให้นักลงทุนซื้อหุ้นได้ก่อน แล้วค่อยนำเงินมาชำระภายหลัง โดยปกติจะตัดเงินอัตโนมัติหรือโอนเงินชำระภายใน 2...
หลักประกัน TFEX คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องเข้าใจก่อนเปิดสถานะ
การลงทุนในตลาด TFEX ไม่ได้ใช้เงินเต็มจำนวนเท่ากับมูลค่าสัญญา แต่ใช้ระบบ “หลักประกัน” หรือ Margin เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา หลักประกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจก่อนซื้อขาย เพราะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการเปิดสถานะ การถือสถานะ และความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเงินเพิ่มหรือถูกบังคับปิดสถานะ หลักประกันใน TFEX โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ระดับสำคัญ คือ Initial Margin หรือหลักประกันขั้นต้น เป็นจำนวนเงินขั้นต่ำที่นักลงทุนต้องวางไว้ก่อนเปิดสถานะ หากมีเงินไม่ถึงระดับนี้ก็ไม่สามารถเปิดสัญญาได้ Maintenance Margin หรือหลักประกันรักษาสภาพ เป็นระดับเงินขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้หลังจากเปิดสถานะแล้ว หากขาดทุนจนเงินในบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับนี้ นักลงทุนอาจถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือที่เรียกว่า Margin Call Force Close Margin หรือระดับหลักประกันที่เกี่ยวข้องกับการบังคับปิดสถานะ หากเงินในบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด โบรกเกอร์อาจดำเนินการบังคับปิดสถานะบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อลดความเสี่ยง การถูก Force...
การทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง จุดเด่นสำคัญของการลงทุนใน TFEX
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ตลาด TFEX ได้รับความสนใจจากนักลงทุน คือ ความสามารถในการสร้างโอกาสทำกำไรได้ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง ต่างจากการลงทุนในหุ้นทั่วไปที่นักลงทุนมักได้ประโยชน์หลักเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น TFEX เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์ได้ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย หากนักลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะปรับตัวขึ้น สามารถเปิดสถานะ Long หรือซื้อสัญญา Futures ได้ เมื่อราคาปรับตัวขึ้นตามที่คาด นักลงทุนจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา เช่น เปิด Long ที่ระดับราคา 1,000 จุด และปิดสถานะที่ 1,020 จุด ส่วนต่าง 20 จุดจะกลายเป็นกำไรตามตัวคูณของสัญญา ในทางกลับกัน หากนักลงทุนคาดว่าราคาจะปรับตัวลง สามารถเปิดสถานะ Short หรือขายสัญญา Futures ได้ แม้จะไม่ได้ถือสินทรัพย์อ้างอิงจริงก็ตาม หากราคาลดลงตามที่คาด นักลงทุนสามารถซื้อคืนเพื่อปิดสถานะในราคาที่ต่ำกว่า และได้กำไรจากส่วนต่างราคา ตัวอย่างเช่น...
รู้จักตลาด TFEX เครื่องมือสร้างโอกาสลงทุนในตลาดทุนยุคใหม่
ตลาด TFEX หรือ Thailand Futures Exchange คือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของประเทศไทย เป็นตลาดที่เปิดให้นักลงทุนซื้อขายตราสารอนุพันธ์ เช่น Futures และ Options โดยมีสินค้าอ้างอิงหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นดัชนีหุ้น หุ้นรายตัว ทองคำ ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และสินค้าเกษตร จุดเด่นของตลาดนี้คือ นักลงทุนสามารถใช้เงินลงทุนเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญาเพื่อเปิดสถานะได้ ทำให้ TFEX เป็นเครื่องมือที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนทั่วไป สิ่งที่ทำให้ TFEX แตกต่างจากการซื้อขายหุ้น คือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง แต่เป็นการซื้อขาย “สัญญา” ที่อ้างอิงกับราคาของสินทรัพย์นั้น เช่น หากลงทุนใน SET50 Index Futures นักลงทุนไม่ได้ซื้อหุ้นทั้ง 50...
5 เรื่องน่ารู้..ก่อนลงทุนต่างประเทศ
หลายคนเริ่มลงทุนต่างประเทศ เพราะอยากลงทุนในหุ้นระดับโลก หรือกระจายพอร์ตไปในตลาดต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนมือใหม่ ควรรู้ มี 5 เรื่องหลัก มีอะไรบ้างไปดูกัน...!!! ตลาดแต่ละประเทศเปิด-ปิดไม่เหมือนกัน เพราะเรื่องเวลา มีผลทั้งกับการซื้อขาย และจังหวะ วันหยุดต่างประเทศ เกี่ยวอะไรกับนักลงทุนไทย การซื้อหุ้น แล้วขายภายในวัน ของหุ้นต่างประเทศ ทำได้หรือไม่ การจ่ายปันผล และ Corporate Action ต่างๆ ทำความเข้าใจ Real-time และ Delayed คืออะไร 1. ตลาดหุ้นต่างประเทศ เปิด-ปิดกี่โมง? ตามเวลาไทย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นยอดนิยมของคนไทย ช่วงปกติ : 21:30 –...
ลงทุนต่างประเทศ ต้องรู้เรื่องภาษีอะไรบ้าง
ลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘กำไร–ขาดทุน’ แต่ยังมีเรื่องภาษีที่นักลงทุนควรรู้ก่อนเริ่มลงทุน สรุปง่าย ๆ มี 2 เรื่องหลัก ภาษีจากต่างประเทศ ภาษีที่ต้องยื่นกับกรมสรรพากรไทย 1. ภาษีจากต่างประเทศ หัวข้อ สหรัฐฯ ฮ่องกง เวียดนาม ภาษีปันผลหัก ณ ที่จ่าย (Dividend Withholding Tax) 15% หากยื่น W-8 BEN 15% - 37% หากอยู่ในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาทางภาษี ส่วนใหญ่ 0% 10% สำหรับบางบริษัทจีน ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ไม่มี ภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax)...
ลงทุนหุ้นนอก จ่ายค่าคอมอย่างไร?
ลงทุนหุ้นนอก จ่ายค่าคอมอย่างไรหนึ่งในเรื่องที่นักลงทุนต่างประเทศควรรู้ก่อนเริ่มลงทุน คือ ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นของแต่ละตลาด เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีรูปแบบการคิดค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน Finansia HeroM จึงช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น พร้อมโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งตลาดสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และเวียดนาม 🇺🇸 ตลาดสหรัฐฯ สำหรับหุ้นสหรัฐฯ คิดค่าธรรมเนียมแบบ “ต่อหุ้น” ในอัตรา $0.08 ต่อหุ้น และไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อรายการ ตัวอย่าง หากซื้อหุ้น NVIDIA จำนวน 100 หุ้น ค่าธรรมเนียมจะเท่ากับ 100 × $0.08 = $8 (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่นของตลาด) นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถซื้อ “เศษหุ้น” ได้ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนด้วยเงินไม่สูง...


