บัญชีหุ้นโดยปกติจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท
บัญชีทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันหลัก ๆ ในเรื่อง วิธีการชำระเงิน และ อำนาจในการซื้อขาย ดังนี้
1. บัญชี Cash Balance บัญชีวางเงินสดล่วงหน้า
เป็นบัญชีที่นักลงทุนต้องฝากเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวน 100% ก่อนทำการซื้อหุ้น
จุดเด่น:
ซื้อได้ไม่เกินจำนวนเงินที่มีอยู่จริง ช่วยป้องกันการซื้อเกินตัว และช่วยควบคุมวินัยทางการเงินได้ดี
เหมาะสำหรับ:
ผู้เริ่มต้นลงทุน หรือผู้ที่ต้องการบริหารจัดการความเสี่ยง และไม่ต้องการมีภาระหนี้
2. บัญชี Cash Account บัญชีเงินสด
เป็นบัญชีที่ให้นักลงทุนซื้อหุ้นได้ก่อน แล้วค่อยนำเงินมาชำระภายหลัง โดยปกติจะตัดเงินอัตโนมัติหรือโอนเงินชำระภายใน 2 วันทำการหลังจากวันที่ซื้อขายเสร็จสิ้น (T+2) ทั้งนี้ โบรกเกอร์จะพิจารณาให้วงเงินซื้อขายหรือ Credit Limit ตามประวัติและฐานะทางการเงินของนักลงทุน
จุดเด่น:
ใช้งานสะดวก ไม่จำเป็นต้องโอนเงินเข้า-ออกพอร์ตบ่อย ๆ
เหมาะสำหรับ:
นักลงทุนที่มีวินัยทางการเงินสูง และต้องการความคล่องตัวในการซื้อขายหุ้น
3. บัญชี Credit Balance บัญชีมาร์จิ้น / บัญชีกู้ยืม
เป็นบัญชีที่ให้นักลงทุนกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อนำมาซื้อหุ้น หรือใช้หุ้นที่มีอยู่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
จุดเด่น:
ช่วยเพิ่มอำนาจในการซื้อขาย หรือ Leverage ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น
ข้อสังเกต:
เป็นบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาจถูกเรียกให้วางหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call และอาจถูกบังคับขาย หรือ Force Sell รวมถึงมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืม
เหมาะสำหรับ:
นักลงทุนที่มีประสบการณ์สูง รับความเสี่ยงได้มาก และต้องการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบพิเศษ ดังนั้นเลือกบัญชีให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง

29/05/2026


