Open Interest (OI) คืออะไร? ตัวเลขสำคัญที่คนเทรด Futures ควรรู้ skip to Main Content

Open Interest (OI) คืออะไร? ตัวเลขสำคัญที่คนเทรด Futures ควรรู้

สำหรับนักลงทุนที่เริ่มต้นเทรด Futures หรือ TFEX นอกจากการดูว่าราคากำลังขึ้นหรือลงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้เราเห็นภาพของตลาดได้มากขึ้น นั่นคือ Open Interest หรือ OI

หลายคนอาจเคยเห็นตัวเลข OI อยู่บนหน้าจอซื้อขาย แต่ยังไม่แน่ใจว่า OI คืออะไร? ต่างจาก Volume อย่างไร? และ OI เพิ่มหรือลดกำลังบอกอะไรเรา?

การเข้าใจ Open Interest จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นว่า ขณะนี้มีสถานะที่ยังเปิดค้างอยู่ในตลาดมากน้อยเพียงใด และสามารถนำไปวิเคราะห์ร่วมกับราคาและ Volume เพื่อประเมินความแข็งแรงของแนวโน้มได้ดีขึ้น

Open Interest หรือ OI คืออะไร?

Open Interest (OI) คือ จำนวนสัญญาอนุพันธ์ที่ยังมีสถานะเปิดค้างอยู่ และยังไม่ได้ถูกปิดสถานะหรือสิ้นสุดลง พูดง่าย ๆ คือ OI บอกว่า “ตอนนี้มีสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่ในตลาดกี่สัญญา”

ทุกสัญญา Futures จะมีผู้ที่ถือสถานะ Long อยู่ฝั่งหนึ่ง และผู้ที่ถือสถานะ Short อยู่อีกฝั่งหนึ่งเสมอ ดังนั้น สัญญา Futures 1 สัญญาที่เกิดขึ้น จะประกอบด้วย Long และ Short ที่จับคู่กัน แต่ในการนับ Open Interest จะนับเป็น 1 สัญญา ไม่ใช่ 2 สัญญา

วิธีดู Open Interest (OI) บน HeroM

นอกจากการทำความเข้าใจว่า Open Interest คืออะไร นักลงทุนยังสามารถติดตามข้อมูล **OI ของ Futures บน HeroM** ได้โดยตรง เพื่อดูจำนวนสัญญาที่ยังคงมีสถานะเปิดค้างอยู่ในตลาด รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงย้อนหลังผ่านกราฟ

ขั้นตอนการดู OI บน HeroM

1. เปิด HeroM และเลือกเมนู “TFEX” จากหน้า Market ให้เลือกหมวด TFEX บริเวณด้านบนของหน้าจอ เพื่อเข้าสู่ข้อมูลตลาดอนุพันธ์

2. เลือกเมนู “OI” บริเวณด้านบนจะมีเมนูข้อมูล เช่น Investor Type, OI และ Option Summary เลือก OI เพื่อเข้าสู่หน้า สรุปสถานะคงค้าง (Open Interest)

3. เลือกประเภท Futures ที่ต้องการดู นักลงทุนสามารถเลือกประเภทของ Futures ที่ต้องการติดตามจากช่องด้านบน เช่น Total Futures เพื่อดูภาพรวมของสัญญา Futures จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูล Open Interest ของประเภทที่เลือก

4. กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการดู สามารถเลือกช่วงวันที่เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของ OI ย้อนหลังได้ กราฟจะช่วยให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่เลือก

    • OI เพิ่มขึ้นหรือไม่
    • OI ลดลงหรือไม่
    • จำนวน Position ที่เปิดค้างมีแนวโน้มอย่างไร
    • มีช่วงใดที่ OI เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ทำให้ไม่จำเป็นต้องดูเฉพาะตัวเลข OI ของวันล่าสุด แต่สามารถเห็นแนวโน้มย้อนหลังได้ด้วย

ตัวอย่าง Open Interest แบบง่าย ๆ

สมมติว่าในตลาดมีนักลงทุน A และ B

นักลงทุน A เปิด Long Futures 1 สัญญา
นักลงทุน B เปิด Short Futures 1 สัญญา

เมื่อทั้งสองฝ่ายเป็นการเปิดสถานะใหม่ จะเกิด Futures ที่ยังเปิดค้างอยู่ 1 สัญญาดังนั้น

Open Interest เพิ่มขึ้น 1 สัญญา ต่อมา หากทั้งสองฝ่ายปิดสถานะของตัวเอง สัญญาที่เคยเปิดค้างก็จะหายไป

Open Interest ลดลง 1 สัญญา จึงสามารถจำหลักการเบื้องต้นได้ว่า

มีการเปิดสถานะใหม่ OI มีโอกาสเพิ่มขึ้น
มีการปิดสถานะเดิม OI มีโอกาสลดลง

อย่างไรก็ตาม การซื้อขายบางครั้งอาจเป็นการส่งต่อสถานะจากนักลงทุนรายหนึ่งไปยังอีกรายหนึ่ง ทำให้เกิด Volume แต่ OI ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเสมอไป

OI ต่างจาก Volume อย่างไร?

หนึ่งในเรื่องที่นักลงทุนมือใหม่มักสับสนคือ Open Interest กับ Volume แม้ทั้งสองตัวเลขจะเกี่ยวข้องกับจำนวนสัญญา แต่มีความหมายแตกต่างกัน Volume = วันนี้มีการซื้อขายมากแค่ไหน?

Volume คือจำนวนสัญญาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ทุกครั้งที่มีการจับคู่ซื้อขาย Volume จะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสถานะใหม่หรือการปิดสถานะเดิม

Open Interest = ตอนนี้ยังเหลือสถานะเปิดอยู่เท่าไร?

OI สนใจเฉพาะจำนวนสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่ ดังนั้นสามารถจำง่าย ๆ ว่า

Volume = ความคึกคักของการซื้อขาย
Open Interest = จำนวนสัญญาที่ยังเปิดค้าง

ตัวอย่าง Volume กับ OI

สมมติวันนี้มีการซื้อขาย Futures จำนวน 10,000 สัญญา นั่นหมายความว่า Volume = 10,000 สัญญา แต่เมื่อจบวัน อาจมีสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่เพียง 6,000 สัญญา ดังนั้น Open Interest = 6,000 สัญญา Volume ที่สูงจึงไม่ได้หมายความว่า Open Interest จะต้องสูงขึ้นในจำนวนเท่ากัน เพราะระหว่างวันอาจมีทั้งการเปิดและปิดสถานะจำนวนมาก

OI เพิ่มหรือลด บอกอะไรนักลงทุน?

Open Interest จะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อนำมาอ่าน ร่วมกับทิศทางของราคา โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 สถานการณ์เบื้องต้น

1. ราคาขึ้น + OI เพิ่ม หากราคาปรับตัวขึ้น พร้อมกับ Open Interest เพิ่มขึ้น แสดงว่ามีสถานะใหม่เข้ามาในตลาดมากขึ้นสุทธิ ในเชิงวิเคราะห์ทางเทคนิค มักใช้เป็นข้อมูลประกอบว่า แนวโน้มขาขึ้นกำลังมี Position ใหม่เข้ามาสนับสนุน ตัวอย่างเช่น Price + OI = แนวโน้มขาขึ้นมีแรงสนับสนุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม OI เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าสถานะใหม่ที่เข้ามาเป็นการเก็งกำไรฝั่งใด เพราะ Futures ทุกสัญญามีทั้ง Long และ Short อยู่พร้อมกัน

2. ราคาลง + OI เพิ่ม หากราคาปรับตัวลง แต่ OI เพิ่มขึ้น แสดงว่ามี Position ใหม่เข้ามาในตลาด ขณะที่ราคากำลังเคลื่อนไหวลง ในเชิงเทคนิคสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบว่า แนวโน้มขาลงกำลังมีสถานะใหม่เข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของตลาด Price + OI = แนวโน้มขาลงมีแรงสนับสนุนเพิ่ม หากราคาหลุดแนวรับสำคัญพร้อมกับ OI ที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจใช้เป็นอีกหนึ่งข้อมูลเพื่อประเมินความแข็งแรงของการ Break Down

3. ราคาขึ้น + OI ลด หากราคาปรับตัวขึ้น แต่ OI กลับลดลง หมายความว่าจำนวน Position ที่เปิดค้างอยู่กำลังลดลง สถานการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ถือสถานะบางส่วนกำลังปิด Position เช่น การปิด Short ซึ่งสามารถมีส่วนผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นได้ ในทางเทคนิคจึงอาจตีความได้ว่า Price + OI = การขึ้นครั้งนี้ควรระวังว่าอาจมาจากการลดสถานะเดิม มากกว่าการเพิ่ม Position ใหม่ แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็น Short Covering จาก OI เพียงอย่างเดียว เพราะจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลอื่นประกอบด้วย

4. ราคาลง + OI ลด หากราคาปรับตัวลง พร้อมกับ OI ที่ลดลง แสดงว่าจำนวนสถานะที่เปิดค้างในตลาดกำลังลดลง อาจเกิดจากผู้เล่นบางส่วนกำลังปิด Position เดิม เช่น การลดสถานะ Long ในเชิงเทคนิคจึงสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบว่า Price + OI = การลดลงอาจมีส่วนมาจากการปิด Position เดิม หาก OI ลดลงต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่าผู้เล่นบางส่วนกำลังถอน Position ออกจากตลาด

สรุป Price + OI อ่านอย่างไร?

สามารถจำเป็นตารางง่าย ๆ ได้ดังนี้

ราคาOpen Interestแนวทางการตีความเบื้องต้น
↑ ขึ้น↑ เพิ่มมี Position ใหม่เพิ่มขึ้นขณะราคาเป็นขาขึ้น
↓ ลง↑ เพิ่มมี Position ใหม่เพิ่มขึ้นขณะราคาเป็นขาลง
↑ ขึ้น↓ ลดPosition เดิมลดลงขณะราคาปรับขึ้น
↓ ลง↓ ลดPosition เดิมลดลงขณะราคาปรับลง

หลักสำคัญคือ

OI เพิ่ม = มีสัญญาเปิดค้างเพิ่มขึ้นสุทธิ
OI ลด = มีสัญญาเปิดค้างลดลงสุทธิ

ส่วนจะนำไปตีความว่าเป็น Bullish หรือ Bearish ควรดู ทิศทางราคา Volume และโครงสร้างตลาด ประกอบกัน OI เพิ่ม ไม่ได้หมายความว่า “คน Long มากกว่า Short” นี่เป็นจุดที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน

เมื่อเห็น OI เพิ่มขึ้น บางคนอาจตีความทันทีว่า “มีคนเปิด Long เยอะ ตลาดน่าจะขึ้น” แต่ความจริงแล้ว Futures ทุกสัญญาต้องมีทั้ง Long และ Short จับคู่กัน ถ้ามี Long ใหม่ 1 สัญญา ก็ต้องมีอีกฝ่าย Short 1 สัญญาเช่นกัน ดังนั้น Open Interest ไม่ได้ใช้ตอบโดยตรงว่า

Long หรือ Short ฝั่งไหนมีจำนวนสัญญามากกว่ากัน?” แต่บอกว่า จำนวนสัญญาที่มีสถานะเปิดค้างอยู่ในตลาดกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากต้องการวิเคราะห์พฤติกรรมของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม เช่น นักลงทุนต่างชาติ สถาบัน หรือรายย่อย ควรนำข้อมูล Position ของนักลงทุนแต่ละประเภทมาพิจารณาเพิ่มเติม

ข้อควรระวังในการใช้ Open Interest

แม้ OI จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นสัญญาณซื้อหรือขายเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรระวัง ได้แก่

  • OI ไม่สามารถบอกทิศทางตลาดได้ด้วยตัวเอง
  • OI เพิ่มไม่ได้หมายความว่าฝั่ง Long มากกว่าฝั่ง Short
  • OI ลดไม่ได้หมายความว่าตลาดจะกลับตัวทันที
  • การเปลี่ยน Series และ Rollover อาจทำให้ OI เปลี่ยนแปลงมาก
  • ควรเปรียบเทียบ OI กับข้อมูลในช่วงเวลาก่อนหน้า ไม่ใช่ดูตัวเลขวันเดียว
  • ควรใช้ร่วมกับ Price, Volume, Trend และ Market Structure

สำหรับผู้ที่เทรด Futures ซึ่งมี Leverage การกำหนด Stop Loss และบริหารขนาด Position ยังคงมีความสำคัญ ไม่ว่าข้อมูล OI จะให้ภาพตลาดในทิศทางใดก็ตาม

สรุป: OI ช่วยให้เห็นมากกว่าแค่ “ราคาขึ้นหรือลง”

Open Interest (OI) คือจำนวนสัญญา Futures หรืออนุพันธ์ที่ยังมีสถานะเปิดค้างอยู่ในตลาด สามารถจำความแตกต่างระหว่าง OI และ Volume ได้ง่าย ๆ ว่า

Volume = มีการซื้อขายเกิดขึ้นมากแค่ไหน
Open Interest = มีสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่เท่าไร

สิ่งที่ทำให้ OI มีประโยชน์คือ เมื่อนำไปวิเคราะห์ร่วมกับ Price และ Volume นักลงทุนจะเห็นข้อมูลอีกมิติหนึ่งว่า การเคลื่อนไหวของราคากำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มหรือลดของ Position ที่เปิดค้างหรือไม่

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่เทรด SET50 Futures, Single Stock Futures หรือ Futures ประเภทอื่น ๆ การเข้าใจ OI จะช่วยให้สามารถอ่านสถานการณ์ของตลาดได้เป็นระบบมากขึ้น แต่ควรจำไว้ว่า

OI ไม่ได้บอกให้ Long หรือ Short แต่ช่วยบอกว่า Position ในตลาดกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง”

เมื่อใช้ร่วมกับ Trend, Market Structure, Volume และการบริหารความเสี่ยง OI จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนสาย Futures ไม่ควรมองข้าม

คำเตือน: การลงทุนในอนุพันธ์มีความเสี่ยงสูงและมีการใช้ Leverage ผู้ลงทุนควรศึกษาลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข และความเสี่ยงให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน

FAQ

Open Interest (OI) คืออะไร?

Open Interest หรือ OI คือจำนวนสัญญาอนุพันธ์ที่ยังมีสถานะเปิดค้างอยู่ และยังไม่ได้ถูกปิดสถานะหรือสิ้นสุดลง โดย Futures 1 สัญญาจะมีทั้งผู้ถือสถานะ Long และ Short แต่จะนับ OI เป็น 1 สัญญา

Open Interest ต่างจาก Volume อย่างไร?

Volume แสดงจำนวนสัญญาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะที่ Open Interest แสดงจำนวนสัญญาที่ยังมีสถานะเปิดค้างอยู่ จึงจำง่าย ได้ว่า Volume = ความคึกคักในการซื้อขาย ส่วน OI = จำนวนสัญญาที่ยังเปิดค้าง

OI เพิ่มขึ้นหมายความว่าอะไร?

OI เพิ่มขึ้นหมายถึงมีจำนวนสัญญาที่เปิดค้างในตลาดเพิ่มขึ้นสุทธิ แต่ไม่ได้หมายความว่าฝั่ง Long มีมากกว่าฝั่ง Short การตีความควรพิจารณาร่วมกับทิศทางราคาและ Volume

ราคาขึ้นพร้อม OI เพิ่ม หมายความว่าอย่างไร?

ราคาที่ปรับขึ้นพร้อม OI เพิ่ม แสดงว่ามี Position ใหม่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคาอยู่ในทิศทางขาขึ้น ในเชิงเทคนิคจึงสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบว่าแนวโน้มขาขึ้นมี Position ใหม่เข้ามาสนับสนุน

ราคาลงพร้อม OI เพิ่ม หมายความว่าอย่างไร?

ราคาลงพร้อม OI เพิ่ม หมายถึงมี Position ใหม่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคากำลังปรับตัวลง จึงสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินความแข็งแรงของแนวโน้มขาลงได้

Back To Top